วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วัยรุ่น กับ การมีเพศสัมพันธ์


เพศสัมพันธ์ เป็นคำที่ต่างเพศต่างวัยต่างสถานการณ์
ฟังแล้วรู้สึกไปได้หลายแบบหลายอย่างจบแทบไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ
ที่เป็นเรื่องธรรมชาติของคนเรา
เป็นเรื่องที่คู่กับคนมาตั้งแต่มีคนเกิดขึ้นในโลกนี้คู่แรก
จนขณะนี้คนก็สืบพันธุ์แพร่ขยาย จนพลเมืองโลกมีประมาณ 6 พันล้านแล้ว
ทำไมเพศสัมพันธ์จึงยังเป็นอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทาง
หรือทำไมคนทั้งโลกจำนวนไม่น้อยเลยยังไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ให้เกิดปัญหากับตัวเอง
ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน เป็นทุกข์ใจทุกข์กาย
หรือเหตุใดคนจำนวนหนึ่งยังคงมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสม
คือไม่เพียงแต่จะทำความเดือดร้อนใจและกายอย่างแสนสาหัส เหมือนแต่โบราณมาเท่านั้น
เพศสัมพันธ์ในปัจจุบันยังอาจนำไปสู่ความตายได้ เช่น ตายจากโรคเอดส์
ตายจากการฆ่ากันด้วยความแค้น ความหึงหวง ความตาย! ใครๆ ก็กลัว ใครๆ ก็ไม่อยากตาย
ทุกคนจึงน่าจะหันมาสนใจเรื่องเพศสัมพันธ์ให้มากจะได้ไม่เดือดร้อน
จะได้ไม่ต้องตายโดยไม่จำเป็น
เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาแล้วกว่าจะฝ่าฟันชีวิตจนโตพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ก็นับว่าเป็นชีวิตที่แสนจะมีค่า
เราจึงต้องทะนุถนอมชีวิตและจิตใจของเราเอง เพื่อตัวเรา เพื่อคนที่เรารัก
และเพื่อคนที่รักเราด้วยจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีงามและสบายใจด้วยกันทั้งหมด


ผู้เขียนเป็นจิตแพทย์จึงมีโอกาสพบเห็นวัยรุ่นที่เดือดร้อนจากเรื่องเพศสัมพันธ์มาเล่าให้ฟัง
เช่น วัยรุ่นหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่
ปวช.ปีสุดท้ายได้กินยาจำนวนมากเพื่อฆ่าตัวตายหนีปัญหาชีวิตเพราะเครียดจัดและมองไม่เห็นทางออกอย่างอื่น
คงโชคดีสักนิดที่วิธีฆ่าตัวตายไม่รุนแรง
แพทย์จึงช่วยชีวิตไว้ได้เพราะยาที่กินบังเอิญสามารถแก้ฤทธิ์ได้
แต่ยาบางชนิดที่กินโดยผู้พยายามฆ่าตัวตายบางคนแพทย์จะช่วยไม่ได้
ผู้เขียนจึงถูกตามเพื่อช่วยแก้ปัญหาของเด็กสาวผู้นี้
ไม่เช่นนั้นถ้าแพทย์ปล่อยให้เธอกลับบ้านทั้งๆ ที่ยังแบกปัญหาอยู่
เด็กสาวผู้นี้อาจกลับไปฆ่าตัวตายซ้ำอีกได้

จากการสัมภาษณ์พูดคุยพบว่า วัยรุ่นผู้นี้ท้องถึง 6 เดือนกว่าแล้ว
แฟนหนุ่มซึ่งเป็นนักเรียนเช่นกันไม่ยอมรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น ทำตัวหายหน้าหายตาไปเลย
หลบเลี่ยงไม่ยอมมาพบเจอทั้งสิ้น
ฝ่ายหญิงก็พยายามหาทางออกโดยบุกบั่นไปถึงบ้านพ่อแม่ของแฟน
หวังพึ่งผู้ใหญ่ให้ช่วยแก้ปัญหา แต่เธอกลับได้รับความช้ำใจยิ่งนักเพราะพ่อแม่แฟน
กลับบอกว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเธอท้องกับลูกชายของเขา
เธออาจไปท้องกับใครมาก็ได้แล้วจะมาให้ลูกชายเขารับเป็นพ่อ
เธอจึงเสียใจมากที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม
ในที่สุดท้องก็โตขึ้นทุกวันไม่สามารถจะปิดบังได้อีกต่อไป
จึงตัดสินใจนำเรื่องไปปรึกษาพ่อแม่ตัวเอง


พ่อแม่ของเธอก็เช่นกันไม่เป็นที่พึ่งได้กลับด่าว่าลูกสาวตัวเองมากมาย เช่น
แม่ว่าส่งให้เรียนหนังสือทำไมใจง่ายไปเที่ยวนอนกับผู้ชายจนท้อง ไม่รักดี ใจง่าย โง่
ปล่อยให้ผู้ชายหลอก "ฟัน" เล่นๆ แล้วสลัดทิ้งแบบไม่ไยดี แบบไม่มีค่าอะไรเลย
พร้อมบอกว่าพ่อแม่ไม่รู้จะแก้ปัญหาให้อย่างไร ผูกเองก็แก้เอง
ถ้าปล่อยให้ท้องก็ไม่ต้องเรียนหนังสือต่อแล้ว พ่อแม่จะไม่ส่งเรียนต่อ
ถ้าจะเรียนต่อต้องไม่ท้อง พ่อแม่เองก็ฐานะไม่ดีมาก เงินทองก็มีจำกัด
ถ้าปล่อยให้ท้องต่อก็ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงหลานให้ คือไม่ต้องการเด็กในท้องอย่างแน่นอน


วัยรุ่นสาวผู้นี้อายุยังไม่ครบยี่สิบปี ยังมีความอ่อนต่อโลกมากนัก
เมื่อพบความเครียด ความทุกข์ ปัญหาหนักขนาดนี้ หันหน้าไปไหนก็ไม่มีใครช่วย
แม้กระทั่งพ่อแม่ตัวเองก็ไม่ช่วย จึงรู้สึกสับสน เสียใจ ผิดหวังซ้ำซ้อน
ไม่มีทางออกจึงคิดจบปัญหาด้วยความตายนั่นเอง เพราะจะไปทำแท้งก็ไม่มีเงินพอ
อีกทั้งท้องก็มีอายุมากเกินกว่าจะทำแท้งได้แล้ว อันตรายเกินไป

จิตแพทย์ฟังแล้วสามารถเข้าใจถึงความกดดันที่เด็กสาววัยรุ่นผู้นี้ได้รับ
จึงคิดปรึกษาหาทางออกด้วยกันว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตตัวเองและลูกเพื่อแก้ปัญหา
เพราะมีมูลนิธิที่สังคมได้ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเรื่องแบบนี้โดยเฉพาะ
เธอสามารถไปอาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งคลอดลูก
แล้วทางมูลนิธิจะรับเลี้ยงลูกให้จนกระทั่งสามารถหาพ่อแม่ที่จะมารับไปเป็นลูกบุญธรรมต่อไป
ส่วนตัวแม่เองหลังคลอดพักฟื้นแล้วก็สามารถกลับไปเรียนต่อจนจบได้
เรื่องจึงลงเอยได้ด้วยดีพอประมาณ แต่วัยรุ่นทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่เหมาะสม
อาจประสบชะตากรรมร้ายแรงกว่าคนนี้ เช่น พอพบว่าท้องก็ไปพยายามทำแท้งกับหมอเถื่อน
ซึ่งมีโอกาสจะติดเชื้อโรคแล้วตายจากการติดเชื้อ ซึ่งพบอยู่เป็นประจำเพราะหมอเถื่อน
เขาทำไม่ถูกต้องเครื่องมือก็สกปรก บางครั้งก็ทำมดลูกทะลุก็มี น่ากลัวจริงๆ


วัยรุ่นตัวอย่างที่หมอเล่าให้ฟังนี้
ไม่ใช่จะพ้นปัญหาไปอย่างไม่เหลืออะไรคิดค้างในใจ เพราะลึกๆ
เขาอาจรู้สึกบาปที่ได้ทอดทิ้งลูกตัวเองไป อาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี
ฉะนั้นในอนาคตถ้าชีวิตต้องเผชิญอะไรไม่ดีเธออาจคิดผูกโยงมากับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ว่า
เพราะเธอทำบาปไว้จึงต้องประสบชะตากรรมไม่ดี คิดในทำนองกรรมตามสนอง
แม้ในการให้คำปรึกษา จิตแพทย์จะพยายามให้ความคิดเหล่านี้ไม่ตกค้างต่อไป เช่น พูดว่า
ความผิดพลาดของชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้ และการแก้ปัญหานั้นก็ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ที่เกี่ยวข้องแล้ว ลูกที่มีคนรับไปเลี้ยง เขาก็จะมีชีวิตที่ดีกว่า
เพราะเราไม่พร้อมจะเลี้ยงเขา และเขาไม่เป็นที่ยอมรับของปู่ย่าตายายและพ่อของตัวเอง
จึงน่าจะปล่อยเขาไปมีชีวิตที่ดีกว่ากับคนอื่นที่พร้อมกว่า
กับคนที่ยอมรับเขาและรักเขา แม่ที่ยกลูกให้คนอื่นมักจะยังมีความทรงจำเรื่องนี้อยู่
ทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะลืมเรื่องราวเหมือนกับมันไม่เคยเกิดขึ้นได้
แต่จะทำใจได้แค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคืออย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจะดีกว่ามาก
จะได้ไม่มีตราบาปในใจไปตลอดชีวิต

เรื่องวัยรุ่นสาวท้องไม่มีพ่อ ท้องตอนเป็นนักเรียน
หรือท้องโดยยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ใช่เรื่องใหม่
มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่หมอจำความได้ จนบัดนี้ทำงานมาหลายสิบปี
เรื่องแบบนี้ก็ยังเกิดขึ้นตลอดเวลาในสังคม เกิดขึ้นจนพ่อแม่กลัว
พ่อแม่บางคนกลัวมากไปพลอยทำให้ลูกสาวเดือดร้อน ขาดโอกาสในชีวิตไปเลยก็มี เช่น
ญาติรุ่นพี่ของหมอคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นคนหัวดีเรียนเก่ง
แต่พ่อแม่ไม่ยอมให้มาเรียนต่อกรุงเทพฯ ด้วยกลัวลูกสาวจะมาเสียคนเพราะห่างไกลพ่อแม่
เนื่องจากลูกสาวข้างบ้านมาเรียนที่กรุงเทพฯ
แล้วก็มาท้องตอนเป็นนักเรียนนี่แหละที่ทำให้เขากลก้ว
ญาติผู้นี้ของหมอเลยหมดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่ดีเท่าที่ควร
ต้องใช้ชีวิตของหญิงชาวบ้านที่จบประถม 4 คือต่อมาก็แต่งงานมีลูกเลี้ยงลูกไป
ทำงานบ้านไป ชีวิตของเขาต้องขึ้นอยู่กับสามีและลูก
ถ้าสามีและลูกดีชีวิตก็ดีไม่มีปัญหา ถ้าเจอสามีและลูกไม่ดีก็ต้องช้ำใจ
ไม่มีทางเลือกอื่นเหลือไว้ให้มากนัก

คำถามจึงมีอยู่ว่า ทำไมเรื่องแบบนี้จึงเกิดแล้วเกิดอีก
ป้องกันไม่ได้เลยหรือ เรื่องเพศเป็นเรื่องไม่ดีหรือไม่ใช่แน่
เรื่องเพศสัมพันธ์ก็เหมือนดาบสองคม ใช้เป็นจะดี ให้ความสุข
ใช้ไม่เป็นจะเป็นทุกข์เหมือนโดนมีดบาด ดังนั้น เรื่องนี้คงเกิดจากความไม่เข้าใจ
ความไม่รู้ การรู้ไม่เท่าทันโลกของทั้งวัยรุ่นชายและหญิง
เพราะสังคมของเราไม่มีการเรียนรู้เรื่องเพศให้เป็นกิจจะลักษณะไม่มีการให้เพศศึกษาที่ถูกต้อง
ให้เด็กโตขึ้นมาไปเรียนรู้เอาเองตามยถากรรม ผิดๆ ถูกๆ ตามเรื่องตามราว
จึงเกิดเรื่องได้บ่อยๆ
วัยรุ่นที่อยู่ห่างไกลสายตาพ่อแม่จึงมีโอกาสผิดพลาดสูงกว่าวัยรุ่นที่พ่อแม่คอยดูแลใกล้ชิด
ซึ่งก็อาจใกล้ชิดจนวัยรุ่นอึดอัดจนอกจะแตกได้เช่นกัน


การให้ความรู้กับลูกเรื่องเพศจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรให้ตั้งแต่เด็กเลย
(ขอเชิญผู้สนใจหาอ่านได้จากหนังสือของหมอชื่อ "เลี้ยงลูกถูกวิธีชีวีเป็นสุข" ในบท
สอนลูกเรื่องเพศ) แต่ในที่นี้จะพูดเฉพาะในวัยรุ่น

ความต้องการทางเพศในวัยรุ่นนั้นมีมาก
ทั้งนี้เป็นธรรมชาติของคนที่เป็นไปตามวัย โดยเฉพาะในวัยรุ่นชายจะเห็นได้อย่างชัดเจน
จะเป็นช่วงที่มีความต้องการทางเพศสูงสุด ระหว่างแถวๆ อายุประมาณ 16-17 ปีเลยทีเดียว
วัยรุ่นหญิงก็มีความต้องการเช่นกัน เช่น ถ้าดูภาพยนตร์
อ่านหนังสือที่พรรณนาบทพลอดรักหรือการร่วมเพศ หรือดูภาพโป๊
จะเกิดอารมณ์ทางเพศมากได้อย่างรวดเร็วรุนแรง
วัยรุ่นที่มีความรู้จะสามารถปลดปล่อยอารมณ์
หรือสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี เช่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
แต่ถ้าความต้องการไม่รุนแรง อาจทดแทนด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เล่นกีฬา มีกิจกรรมอื่นๆ
ได้ คนที่ไม่รู้อาจกลัวด้วยว่าการสำเร็จความใคร่จะเป็นอันตราย
หรือคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์มานานว่าเป็นเรื่องปกติ ใช้ได้ทั้งหญิงชาย
แม้คนที่เป็นสามีภรรยากันแล้ว
บางครั้งคู่ของตนไม่สามารถตอบสนองทางเพศได้ตามต้องการก็ยังสามารถสำเร็จความใคร่ได้ทั้งสามีและภรรยา
เช่น เวลาความต้องการไม่ตรงกัน หรือสามีป่วย ภรรยาป่วย เป็นต้น
มีข้อท้วงนิดหน่อยเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่ คือ
ขอเพียงอย่าหมกมุ่นและกระทำบ่อยจนร่างกายอ่อนเพลีย เช่น กระทำวันละหลายๆ ครั้ง
หรือเป็นสิบๆ ครั้งต่อวัน



อ่านต่อ :
http://writer.dek-d.com/nut_dek-ha/story/viewlongc.php?id=264626&chapter=6#ixzz1P3O5ekhz

ข้อควรทราบเกี่ยวกับวัยรุ่น




วัยรุ่นหรือวัยทีนเอจตามภาษาฝรั่ง
เป็นวัยที่อยู่ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
ซึ่งโดยทั่วไปถือกันจากเริ่มแตกเนื้อหนุ่มแตกเนื้อสาว
 เริ่มเข้าวัยเจริญพันธุ์
แม้ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าเมื่อใด ที่เริ่มเป็นวัยรุ่น
และเมื่อใดที่เลิกเป็นวัยรุ่นก็ตาม


แต่จุดที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากเด็กมาสู่วัยรุ่น
มีผลมาจากมีการเปลี่ยนแปลงในระดับของฮอร์โมน ในผู้หญิงจะเริ่มต้นเมื่ออายุ
10-11 ขวบ
ในผู้ชายจะช้ากว่านิดหน่อยคือเมื่ออายุ
12-13 ขวบ
และจะสิ้นสุดเมื่ออายุราว
17-18 ปี ทั้งสองเพศ ในระหว่างช่วงวัยรุ่นนี่เอง ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย
จิตใจ และอารมณ์
ซึ่งถือเป็นวัยที่ปฏิบัติตนด้วยความยากลำบากมาก




วัยรุ่นจึงถือเป็นวัยที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม
ถ้าเป็นตัววัยรุ่นเองก็มองว่าเป็นวัยที่สนุกสนาน
มีเพื่อนฝูงมากมาย เป็นวัยที่ไม่ค่อยคิดถึงความทุกข์ความร้อนมากเท่าใดนัก
ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็มองว่าเป็นวัยที่หัวเลี้ยวหัวต่อ
เป็นวัยที่ต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะเกรงว่าจะเกิดความเสียหาย
มองว่าเป็นวัยที่ต้องมานะศึกษาเล่าเรียน ไม่อยากให้สนุกสนานร่าเริงจนเกินขอบเขต
เพราะคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องเสียใจ เนื่องจากมีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียอนาคตไปในช่วงนี้
ถ้าเป็นพวกพ่อค้าขายเสื้อผ้าแฟชั่นทั้งหลาย ตลอดจนวงการบันเทิงทั้งหลาย
ก็มองว่าวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะทำเงินให้ธุรกิจของเขา
นอกจากนี้ในปัจจุบันเมื่อถึงวัย
18 ปี
ยังบรรลุนิติภาวะพอที่จะไปเลือกตั้งได้อีกด้วย

การดูแลรักษา "สิว"




"สิว" เรื่องเล็กที่ไม่เล็กสำหรับสาวๆ
เพราะเป็นขึ้นมาทีไร ไม่ค่อยจะ ยอมหาย ไปง่ายๆ
แถมยังชอบขึ้น ในจุดเด่นๆ
ให้ใครๆทัก จนเจ้าของ (สิว) อดจะกระอัก กระอ่วนใจไม่ได้
แต่ต่อไปนี้ คุณไม่ต้อง
ลำบากใจ กับเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว

เพราะเรามีวิธีดูแล รักษาผิวพรรณ ทั้งยามก่อนและ หลังเป็นสิว มาให้ทดลอง
ทำกันตั้งหลายวิธี ยังไงๆ
ก็ต้องมีที่เหมาะ กับคุณสักข้อละน่า



เรียนรู้และเข้าใจ "สิว"
สิว เกิดได้กับคนทุกวัย แต่มักเป็นมากที่สุดกับวัยรุ่น อายุระหว่าง 12-24 ปี ซึ่งโดยปกติแล้ว
พออายุย่างเข้าเลขสาม สิวก็มักจะค่อยๆ หายไปเอง ยกเว้น ในบางช่วง
ที่ระดับฮอร์โมน ผันแปร
เช่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน ก็อาจมีมาให้เห็นบ้างประปราย
ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร



แต่ถ้าใครเป็นสิว แล้วไม่หายสักที สันนิษฐาน ไว้ก่อนได้เลยว่า
อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ อันนี้รักษาเองไม่มีทางหายแน่
ควรรีบไปปรึกษา
คุณหมอวิเคราะห์เจาะลึกกัน ไปเลยว่าใช้ยาอะไรดี
ถ้านอกเหนือจากกรณีนี้
ทดลองวิธีป้องกันและรักษาสิว คงมีสักข้อที่เหมาะกับคุณ



ป้องกัน และ รักษา"สิว"


ดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธี


1.1 ทำความสะอาดผิวด้วยคลีนเซอร์อย่างอ่อน วันละ 2 ครั้งเท่านั้น คือ 1 ครั้งในตอนเช้า และอีก 1 ครั้งในตอนเย็นหรือก่อนนอน
ถ้าไม่แน่ใจว่า จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนดี
ให้ลองปรึกษาคุณหมอ



1.2 ล้างหน้าทุกครั้ง หลังทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก แต่เน้นว่า ล้างด้วย
น้ำเปล่าเท่านั้น



1.3 งดใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกขัด-ถู ทั้งหลายให้หมด รวมทั้งสบู่ที่ค่อน
ข้างแรง เพราะนอกจากไม่ช่วยให้สิวหาย
ยังอาจทำให้ระคายเคือง
หรือติดเชื้อ มากขึ้น กว่าเดิม



1.4 เมื่อใช้คลีนเซอร์ล้างหน้า ต้องล้างออกให้หมดจด อย่าให้มี คราบตกค้าง
และการล้างหน้าต้องล้างให้ขึ้นไปตีนผม เพื่อล้างน้ำมันและคราบสกปรก ที่อาจจะเป็นตัวก่อสิวออกไป
สำหรับคนที่มีผมมัน ควรสระผมทุกวัน



หลีกเลี่ยงการสัมผัสหัวสิว


การสัมผัสที่หัวสิว ไม่ว่าจะเป็นจับเพราะ อยากรู้ว่าเจ็บหรือเปล่า, จับเพราะ เห็นว่า ขนาดมันเริ่มโตขึ้น
หรือจับเพราะคันไม่คันมือ อยากจะบีบมันออก ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
นอกจากไม่ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น
ยังส่งผลเสียใน ระยะยาว
คือทำให้เกิดแผลเป็นอันไม่พึงประสงค์ขึ้นบนหน้า
ถ้าไม่อยาก
มีรอยแผลเป็นเอาไว้เตือนใจละก็ ดูแต่ตา (มืออย่าต้อง) เป็นดีที่สุด



ไม่ควรอาบแดด


หลายต่อหลายคนเข้าใจผิดว่า อาบแดด ช่วยให้สิวยุบ จริงๆแล้วไม่เกี่ยว กันเลย
แต่ที่เราเห็นเป็นอย่างนั้น เพราะสีผิวที่คล้ำขึ้น
ทำให้มองเห็นเม็ดสิว ไม่ชัด
และแสงแดดทำให้ผิวแห้งขึ้นเท่านั้น
ซึ่งถ้าจะพูดถึงผลระยะยาว
การอาบแดดน่ะมีแต่ภัยร้ายทั้งนั้น
ทำให้ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย แถมยังอาจ
มีมะเร็งผิวหนังเป็นของแถม
และสำหรับคนที่ทายาแก้สิว การถูกแสงแดด แรงๆ
จะทำให้ผิวไหม้เสียด้วยซี
เห็นไหมว่าไม่มีข้อดีเลย เก็บผิวไว้สู้แดด
ตอนที่สิวหายแล้วจะดีกว่า



เลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสม


1.1 ช่วงที่รักษาสิว ถ้าจะให้ได้ผลดี ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องสำอาง
ประเภท ปราศจากน้ำมัน (
oil-free) ไม่ว่าจะเป็นรองพื้น, บรัชออน,
อายแชว์โดว์
หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์

1.2 อย่าตื่นตกใจ ถ้าช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ของการ รักษาสิว
อาจจะทารองพื้นยากไปสักนิด เพราะตัวยาบางประเภท เช่น
topical tretinoin หรือ benzoyl poroxide
ทำให้ผิวแดง หรือเป็น
สะเก็ด
แต่ไม่นานอาการนี้จะหายไปเอง

1.3 งดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผมสักระยะ เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้
มักตกค้างอยู่ ที่ตีนผม ให้เกิดสิว
หรือก่อให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น
-เลือกใช้เครื่อง สำอางที่มีป้ายบอกว่า
noncomedogenic (ไม่ก่อให้เกิดสิว)



ทำความสะอาดรูขุมชนด้วยสมุนไพร


ทำความสะอาดรูขุมขนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ด้วยไอน้ำจากสมุนไพร ธรรมชาติ
ส่วนผสม
-ใบไธม์แห้ง (thyme-เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง) 2 ช้อนโต๊ะ
- ลาเวนเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำร้อน 1 ชามอ่าง
วิธีการทำก็ง่ายๆ แค่นำส่วนผสมใส่รวมกันในชามอ่าง แล้วใช้ผ้าขนหนู
คลุม ศรีษะไว้เหนือชามอ่าง
เพื่อให้ใบหน้าได้รับ ไอน้ำจากสมุนไพร ทั้งสองชนิด
ประมาณ
10 นาที

หมายเหตุ :
ระวังอย่าเอาหน้าเข้าไปใกล้เกินไป ผิวอาจจะเกิดอาการแสบ เพราะความร้อน
:
สมุนไพรทั้งสองชนิด มีคุณสมบัติในการปกป้อง ผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ และช่วยไม่ให้เกิดการติดเชื้อ



กินอาหารสร้างเซลล์ผิว


สำหรับคนที่เป็นสิว ให้กินสังกะสี (จากในอาหาร หรือชนิดเม็ดก็ได้) วันละประมาณ 30-45 มิลลิกรัม จะช่วยให้ร่างกาย
สร้างเนื้อเยื่อผิว ใหม่ได้ดีขึ้น



"โกน" อย่างไรให้ปลอดภัย


ข้อสุดท้าย
เผื่อสำหรับสาวๆ ที่แฟนหนุ่มมี ปัญหาเรื่องสิว การโกนหนวด
ก็มีผลกับสิวเหมือนกัน เพราะเป็นหนึ่งใน
กิจกรรมที่สร้างความระคาย
เคืองให้กับผิว



วิธีการโกนหนวดที่ถูกต้องและปลอดภัย คือ ให้เลือกที่โกนหนวด
ที่เหมาะมือ
(จะได้ไม่พลาดพลั้งเวลาโกน) ใบมีดคม (ทำให้โกนง่าย) และใช้สบู่และน้ำ
ทำความสะอาดหนวดเสีย ก่อน
แล้วจึงค่อยชโลมครีม โกนหนวดลงไป
จะทำให้เส้นขนนุ่มและโกนง่ายขึ้น









อ่านต่อ :
http://writer.dek-d.com/nut_dek-ha/story/viewlongc.php?id=264626&chapter=5#ixzz1P2wMc2bS



http://www.krabork.com/


ปัญหาการเรียน



ปัญหาเรื่องการเรียนในวัยรุ่น
แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพทางกาย
แต่ก็เป็นหัวใจของการนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องมากมาย



ปัญหาการเรียนในวัยรุ่นเกิดขึ้น เพราะในสภาวะปัจจุบันมีสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเบี่ยงเบนความสนใจมากขึ้น
หลายๆ คนบอกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อที่ต้องเรียนหนังสือ



แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่นที่กำลังอ่านอยู่ขณะนี้
ท่านคงต้องหยุดคิดพิจารณาให้ดีว่า ท่านเรียนหนังสือเพื่ออะไร
?


คำตอบก็คือท่านเรียนหนังสือ เพื่อตัวเอง
ท่านจะเรียนดี สอบได้คะแนนดี เรียนต่อในชั้นสูงๆ ขึ้นไปได้เรื่อยๆ
ก็เพื่อตัวเองทั้งสิ้น เพราะคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองท่านก็มีส่วนในการความภูมิใจ
ดีใจที่บุตรหลานประสบความสำเร็จในการเล่าเรียน
แต่ความสำเร็จในการเรียนจะติดตัวท่านไป จนท่านเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ เครื่องมือในการสร้างฐานะของครอบครัวต่อไปในอนาคต
และในช่วงระยะเวลานี้เท่านั้น ที่เป็นโอกาสเหมาะที่จะศึกษาเล่าเรียนให้เต็มที่
คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองของท่าน
คงไม่มีใครที่ไม่ต้องการสนับสนุนให้ท่านเรียนหนังสือ ดังนั้นตัวท่านเท่านั้นที่ต้องมุมานะพยายามให้เต็มที่
มากเท่าที่ท่านจะสามารถกระทำได้




การเรียนให้ประสบความสำเร็จ มีวิธีการมากมาย แต่หัวใจที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวท่าน
ตัวท่านต้องการเรียนให้ดีขึ้นหรือไม่
ตัวท่านเห็นความสำคัญของการศึกษาเล่าเรียนในขณะนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบของท่านคือท่านต้องการ ความสำเร็จในการปรับปรุงการเรียน จะมีมากกว่า
50% ไปแล้ว ท่านจะต้องมานึกย้อนหลังดูว่า




ท่านบกพร่องอะไรบ้างในอดีตที่ผ่านมา
ท่านเตรียมการเรียนหรือท่านทำการบ้านครบถ้วนหรือไม่ ทบทวนบทเรียนบ้างหรือเปล่า
ให้เวลากับการเที่ยวเตร่คบเพื่อนหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนมากไปหรือเปล่า
ท่านต้องปรับปรุงสิ่งเหล่านี้
และที่สำคัญคือการทุ่มเทให้เวลากับการเรียนมากขึ้น
สมองของแต่ละบุคคลรับรู้และเข้าใจบทเรียนโดยใช้เวลาไม่เท่ากัน
ซึ่งจะเกิดขึ้นทั้งในคนเรียนเก่งและเรียนไม่เก่ง บางคนอาจฟังครั้งเดียวแล้วเข้าใจ
แต่บางคนต้องฟังหลาย ๆ ครั้ง ต้องจดโน๊ตย่อ
หรือต้องทบทวนด้วยตนเองอีก
จึงจำได้และเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
สำคัญอยู่ที่ว่าท่านต้องการเรียนให้ดีขึ้นหรือเปล่า
ความพยายามของท่านเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

18 เรื่องจริง ของวัยรุ่นไทย





1.อาหารสิ้นคิดของวัยรุ่นคือ ข้าวผัดกระเพรา    

2.
ส่วนใหญ่ที่วัยรุ่นไทยยิ้ม
เพราะไม่รู้จะพูดอะไร
 

3.
วัยรุ่นไทยมักเปลี่ยนใจง่าย
 

4.
วัยรุ่นไทยมักเชื่อเพื่อนมากกว่าเชื่อแฟน
 

5.
ผู้ชายที่ติดแฟน
จะถูกเพื่อนรุมประนามว่า
คนทิ้งเพื่อน!!!    

 

 6.
วัยรุ่นไทยรู้ดีว่า
การอยู่หน้าคอมเป็นเวลานานกว่า
2ชั่วโมง

จะทำให้สายตาเสีย
...แต่ไม่เคยมีใครอยู่หน้าคอมต่ำกว่า
2ชั่วโมงเลยซักคน
 

7.
หน้าร้านเกมติดป้าย

ห้ามเด็กนักเรียนเข้าก่อน14.00น.แต่เวลา8.00น.เป็นต้
นไป
จะเห็นเด็กหัวเกรียนใส่ชุดอยู่บ้านนั่งเล่นเกม
เพราะ..กุเอาชุดมาเปลี่ยน
 

8.
เมื่อวัยรุ่ยไทยนั่งเก้าอี้ในโรงหนังปุ๊ป..จะเอ่ยค
ำว่า
ทำไมร้อนจังวะ!!แต่หลังจากหนังผ่านไปประมาณครึ่งเรื่
อง
จะได้ยินคำว่า...เมื่อไหร่จะจบวะ
กุหนาว!!!
 

9.
ทุกๆ1-2ปี จะมีคำพูดยอดฮิตและติดปาก มากในหมู่ของวัยรุ่นไทย

คำพูดเหล่านั้นมาจากชายจมูกโต ที่ชื่อ
โน๊ต อุดม!!!
 

10.
ที่ร.รจะมีการเข้าแถวเคราพธงชาติทุกเช้า

แต่มีกลุ่มบุคคลหนึ่ง
ยอมมาสายเพื่อหลีกเหลี่ยงการเข้าแถวเคราพธงชาติ
 



11.ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเถียงชนะผู้หญิง..นอกจากตุ๊ด  


12.วัยรุ่นชายเกลียดการเรียนร.ด แต่วัยรุ่นหญิงอยากเรียนร.ด
เพราะคิดว่ามันสนุก
(ต่อไปเกณฑ์ทหารหญิงด้วยเลยดีมั้ย )
 

13.
ผู้หญิงที่น่ารัก ขาวๆ

มักจะโดนผู้ชายแอบมองทุกรูขุมขนเท่าที่จะมองได้
แต่ผู้หญิงที่ตัวดำๆหน้าตาใช้ไม่ได้
มักจะโดนผู้ชาย มองทีเดียว(ด้วยความไม่ได้ตั้งใจ)และเมินสายตาหนีไปอ

ย่างไม่มีเยื่อใย 

14.
ผู้หญิงคิดว่า
ถ้าผู้หญิงบอกเลิก แสดงว่าผู้หญิงน้อยใจ  
    แต่ถ้าผู้ชายบอกเลิกแสดงว่า
กุทนไม่ไหวแล้ววว!!!!
 

15.
เวลาเรารู้สึกเกลียดหรือไม่ชอบเพลงไหน

เรามักจะร้องเพลงนั้นได้ 


16.ผู้ชายไม่สามารถดูหนังโป้ได้จบเรื่อง!! 


17.หลังจากออกจากห้องสอบ คำแรกที่คุณพูดเมื่อเห็นหน้าเพื่อนคือ...ทำได้ป่าววะ

18.
และคุณจะหัวเราะเมื่อเพื่อนบอกว่า...กุมั่ว!!! 

การคบเพื่อน



ปัญหาเรื่องการคบเพื่อน แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพทางกาย
แต่ก็เป็นหัวใจของการนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องมากมาย
รวมทั้งปัญหาทางร่างกายและจิตใจที่จะกล่าวถึงต่อไป




วัยรุ่นเป็นวัยที่เบิกบาน สนุกสนาน
มีความคิดความเห็นของตนเองมากขึ้น มีการพบปะเพื่อนฝูงต่างๆ ในโรงเรียนมากมาย
ทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเสียหายอย่างไรที่จะมีเพื่อนเพศตรงข้าม
ถ้าอยู่ในกรอบแห่งการคบหาสมาคมเช่นเพื่อนสนิทที่มีความหวังดีต่อกันและกัน


คำแนะนำซึ่งเป็นกฏตายตัวหรือเป็นหลักการในการคบเพื่อนคงไม่มีชัดเจน
แต่จะอยู่บนพื้นฐานของความพอดีหรือความสมดุล ที่แต่ละคนแต่ละครอบครัวจะต้องปรับเข้ามาหากัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ




1. ตัวของท่านต้องไม่เสียหาย หมายถึงเพื่อนนั้นต้องไม่นำสิ่งที่ไม่ดีมาสู่ท่าน ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด
สุรา บุหรี่ การเที่ยวเตร่ดึกดื่นที่มีผลต่อสุขภาพกายของท่าน
ตลอดจนการดื่มสุราหรือเบียร์เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจากการจราจร
บางครั้งรุนแรงจนถึงกับการเสียชีวิตก็มีขึ้นได้บ่อยๆ
การชักจูงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม
ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ท่านติดโรคร้ายเอดส์ได้




2. การเรียนต้องไม่เสียหาย หมายถึง การคบเพื่อนนั้นต้องไม่ขโมยเวลา หรือนำเอาความสนใจออกไปจากการศึกษาเล่าเรียน
ที่เป็นเป้าหมายหลักและมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัยของท่าน
ในทางตรงข้ามการคบเพื่อนที่ดีน่าจะชักจูงกัน หรือส่งเสริมให้กันและกัน
เพื่อการศึกษาเล่าเรียนได้ดียิ่งขึ้น




3. คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องไม่ทุกข์ทรมานกับการคบเพื่อน หมายถึงการกระทำใดๆที่เกิดจากการคบเพื่อน ท่านต้องพินิจพิจารณาให้เหมาะสม
ท่านต้องไม่เปรียบเทียบกับครอบครัวของคนอื่นๆ
ความเห็นต่างๆของพ่อแม่ผู้ปกครองของท่าน และของเพื่อนๆท่าน
จะเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ ทำไมเพื่อนถึงไปได้ กลับดึกได้ ไปค้างคืนกับเพื่อนได้ แต่ท่านไม่สามารถทำได้
แต่ละครอบครัวจะมีความแตกต่างกัน ตัวท่านเองนั่นแหละ
ที่จะต้องเข้าใจความไม่เหมือนกันตรงนี้ของแต่ละครอบครัว
แล้วท่านจะไม่นำความทุกข์ใจมาสู่พ่อแม่หรือผู้ปกครองของท่านอย่างแน่นอน

การดูแลเด็กวัยรุ่น




วัยรุ่น
เป็นวัยที่เชื่อมต่อระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่
ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่สำคัญ
เด็กวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งทางร่างกาย และจิตใจโดยได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนเพศ
ซึ่งโดยทั่วไปพบว่า น้ำหนักและส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ววัยรุ่นหญิง


การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ
พบว่ามีความสำคัญมาก
เด็กวัยนี้จะมีความคิดค่อนข้างอิสระ
ต้องการเป็นตัวของตัวเอง พยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง อยากให้เพื่อนยอมรับตนและต้องการเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อน
เริ่มมองบทบาทของตนเองที่แยกออกจากครอบครัวมากขึ้น
เริ่มไม่ยอมรับความเห็นของพ่อแม่
ต้องการความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันอารมณ์จะยิงสับสน วู่วาม ขึ้นๆ ลง
ทำให้โอกาสที่จะขัดแย้งกับพ่อแม่มีมากขึ้น บางครั้งรุนแรงจนถึงขั้นหนีออกจากบ้าน หันไปหายาเสพติด
หรือเกิดอาการซึมเศร้า


การดูแลฟันวัยรุ่น



เมื่อลูกอายุ 14 ปีขึ้นไป หรือลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว
ในปากจะมีแต่ฟันแท้ซึ่งขึ้นเกือบครบ
32 ซี่
ยกเว้นฟันกรามสุดท้าย
4 ซี่ ที่จะขึ้นเมื่ออายุประมาณ 18 ปีขึ้นไป


วัยรุ่นเป็นวัยที่มีฟันผุมากที่สุดเพราะมักหักง่าย และชอบกินชอบขบเคี้ยว ขนมหวาน
ลูกอมต่าง ๆ จนเป็นนิสัยและแฟชั่น
นอกจากนั้นมักจะมีปัญหาโรคเหงือกอักเสบที่เป็นกันมาก
เพราะไม่ค่อยรักษาความสะอาดปากและฟัน ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน
ทำให้การอักเสบที่มีเล็กน้อย ทวีความรุนแรงขึ้น พ่อแม่
ผู้ปกครองจึงมิอาจละเลยบุตรหลานที่เป็นวัยรุ่นได้ โดยจะต้องดูแลดังนี้


1.     กินอาหารที่เป็นประโยชน์และลดอาหารที่เป็นโทษต่อฟัน เช่น อาหารหวาน ติดฟันง่าย เปรี้ยวจัด
เปื่อยไปเหนียวไป หรือแข็งเกินไป




2. 
ฝึกกินอาหารให้เป็นเวลา เพราะการกินอาหารระหว่างมื้อบ่อย ๆ
โดยเฉพาะของหวานเหนียวติดฟัน จะทำให้ฟันผุง่าย




3. 
ใช้ฟันให้ถูกต้อง ไม่ควรใช้ฟันขบกัดของแข็ง อาทิ ปากกา ดินสอ ตะปู เข็ม หรือเปิดจุกขวด
เพราะจะทำให้ฟันแตกบิ่นเสียหาย หรือโยกคลอนได้ง่าย




4. 
รักษาความสะอาดช่องปากและฟันโดยแปรงฟันอย่างถูกต้อง หัดตรวจฟันตนเองทุกวันหลังแปรงฟัน และให้ทันตแพทย์ตรวจฟันอย่างน้อยปีละครั้ง
เพราะถ้าพบสิ่งผิดปกติจะได้รีบรักษาแก้ไขได้

อาหารการกินในวัยรุ่น



วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตในด้านร่างกายอย่างมาก
และในวัยนี้เองที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และจิตใจค่อนข้างสูง มีกิจกรรมต่างๆ
ค่อนข้างมาก ทั้งในด้านสังคม กีฬาและบันเทิง
ความต้องการสารอาหารย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา
ซึ่งจะต้องคำนึงทั้งปริมาณและคุณภาพให้ถูกหลักโภชนาการ


สำหรับปัจจัยที่สำคัญ มีดังนี้



1. 
ครอบครัว การปลูกฝังนิสัยการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ
ควรเริ่มต้นมาจากที่บ้าน สำหรับวัยรุ่นที่อาจชอบรักสวยรักงาม
อาจพยายามจำกัดอาหารลง
ซึ่งคนในครอบครัวจะต้องให้คำแนะนำเพื่อไม่ไปจำกัดอาหารที่มีคุณค่าและมีความจำเป็นต่อร่างกาย




2. 
ตัววัยรุ่นเอง
วัยรุ่นจะเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปโดยมีความคิดความเห็นเป็นของตัวเองมากขึ้น
การให้ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการ มีความจำเป็นเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการรับประทานอาหาร
ที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีผลต่อตัววัยรุ่นเองโดยตรง




3. 
สิ่งแวดล้อม
ในโรงเรียนหรือสถานศึกษา
อิทธิพลจากเพื่อนฝูงมีส่วนที่ทำให้วัยรุ่นเอาอย่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประทานอาหาร
ตลอดจนการบริโภคสารอันตราย เช่น เหล้า บุหรี่ และยาเสพติด การดูแลอย่างใกล้ชิด
ตลอดจนการสนับสนุนให้วัยรุ่นเล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่มีประโยชน์
จะมีผลทางอ้อมทำให้นิสัยที่ดีในการบริโภคอาหารไม่ถูกเบี่ยงเบนไป


ความต้องการอาหารที่ให้โปรตีนพลังงาน
และวิตามินต้องเพียงพอสำหรับวัยรุ่น
วิตามินต้องเหมาะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีเกลือแร่ประเภท แคลเซี่ยม และเหล็ก
ต้องเพียงพอกับวัยรุ่นในวัยต่างๆ ซึ่งในรายละเอียดเรื่องของปริมาณ
ท่านควรศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม จากผู้รู้หรือนักโภชนาการต่อไป

เคล็ดลับการเรียนเก่ง


1.คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนครับ.

เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือนติดต่อกัน
ให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือครับ.
เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองใด้อย่างดีเยี่ยม
และจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้ครับ.
ถ้าทำข้อนี้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะเรียนให้ดีได้ยากครับ.

2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ คะ

เช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 - 2 ชม.ก็เกินพอครับ.
แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องครับ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว
ต้องอ่านทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ.

3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรครับ.
อย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยกครับ. ครั้งละ 25 - 30 นาที
และพัก 5- 10 นาที

4. อ่านจบวันนึง ๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ.

สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร

5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ครับ.
ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ด ี
ให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ครับ.


6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาครับ.
เช่น คณิต + ฟิสิกส์ เน้นความเข้าใจเป็นอันดับ 1
เคมี เน้น เข้าใจ + ท่องจำบางอย่าง เช่น ตารางธาตุ ถ้าท่องยังไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นต้องจำ
อังกฤษ เป็นเรื่องทักษะ ต้องใช้บ่อย ๆ ครับ.
เวลาจะทำอะไรก็นึกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง
เช่นนึกจะทักเพื่อนว่าไปไหน ก็นึกว่า
where do you go .? อะไรเป็นต้น
แล้วก็ต้องเข้าใจ เป็นภาษาต่างด้าวยังมีคำหรือสำนวนที่เราไม่เข้าใจอีกเยอะ
ดังนั้นเรื่องศัพท์ต้องรู้เยอะ ๆ เวลาจะไปดูหนัง Entertain กันทั้งที
ก็เลือกดูเรื่องที่เขามีแต่ sub title เป็นภาษาอังกฤษ

7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ

อันดับแรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วครับ.
ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลครับ.
แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ
ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยครับ.
จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัด มาทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน
จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา
อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด .
สำคัญคือความตั้งใจนะครับ.
ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้ว
ทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด
สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเอง
ให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้
โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่า
ต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่า
บรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้น
มองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด
เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมา
ในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 - 5 นิ้วครับ.
ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท
เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือตรีโกณ 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกครับ.
จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยครับ

8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่
คือ ต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีครับ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิก
นั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ แข่งในการศึกษาของไทยเราครับ. เด็กต้องสอบ Entrance เข้าต่อ
ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้
ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเรา
เราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัมนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ
เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อ
ไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไร
ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ.
ดังนั้น จากข้อ 7. เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว
ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมอง
โดยทำดังต่อไปนี้ค๊ะ
- ให้นึก ! โน๊ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกัน ซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์
นึกนะครับ . ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ
จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้ง
จนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ให้เลิกครับ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกที
กระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตยืจนเลิกนึกนี่
คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะครับ.
ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์

9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อยๆ คือกระบวนการสอบแข่งขันครับ.

ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้สอบแข่งซะแต่
ม.1 จนจบ ม.6 เลย จะทำให้เรารู้อันดับตัวเอง
เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ครับ. เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหม
ทักษะในการทำข้อสอบ มีใหม
เข้าห้องก็เดินหน้าลุยทำแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเลยหรือเปล่า
ก็พวก สมาคม โอลิมปิก หรืออะไรก็ตามที ทั้งสอบแข่งในโรงเรียน
เช่น โรงเรียนจัดเอง หรือสัปดาห์ต่าง เช่น สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์
ภาษาอังกฤษ โคงงงานวิทยาศาตร์ ตอบปัญหาภาษาไทย อังกฤษ ฯลฯ
สุดท้ายทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าน้องคนไหนทำได้นะครับ. ซัก 1 - 2 ปี รู้ผลแน่
พี่รับรองได้ 100 % เลยว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในอันดับ 1 - 3 ของชั้น
แน่นอน อันดับระดับประเทศ ก็ไม่เกิน 50 อย่างมาก
อ้อ ลืมบอกไปครับ. สิ่งสำคัญคือการอ่านล่วงหน้าครับ.
ช่วงปิดเทอม ก็อ่านของเทอมหน้านู้นหรือ อยู่ ม.4 จะอ่านของ ม.6 ก็ได้นะไม่ผิด